
La Petite Maison (LPM) ร้านอาหารสไตล์เฟรนช์ริเวียราที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เตรียมเปิดตัวป๊อปอัพสุดเอ็กซ์คลูซีฟเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 2 เดือน พร้อมให้บริการระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2569 นี้

La Petite Maison ได้รับการยกย่องให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารสำหรับนักเดินทางที่หลงใหลในเสน่ห์และรสชาติอันเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของเฟรนช์ริเวียรา โดยมีสาขาประจำในเมืองสำคัญทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นดูไบ อาบูดาบี ฮ่องกง ไมอามี และลอนดอน การเปิดตัวป๊อปอัพในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้นักชิมทั้งจากกรุงเทพฯ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สัมผัสประสบการณ์จากร้านอาหารชื่อดังโดยไม่ต้องเดินทางไกลข้ามประเทศ

การปักหมุดหมายในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทที่สำคัญของกรุงเทพฯ ในฐานะเวทีอาหารระดับโลก พร้อมตอกย้ำการได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะเมืองหลวงแห่งอาหารระดับลักซ์ชูรีของทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีการเติบโตของกลุ่มนักเดินทางระดับไฮเอนด์และผู้กำหนดรสนิยมจากทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ป๊อปอัพสุดเอ็กซ์คูลซีฟนี้ เน้นถ่ายทอดเสน่ห์แห่งความหรูหรา ผ่านวัตถุดิบเมดิเตอร์เรเนียนสดใหม่และจิตวิญญาณแห่งความรื่นรมย์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ La Petite Maison ครองใจนักชิมทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกท่านได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์ดังกล่าวท่ามกลางบรรยากาศอันสง่างามของโรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ หนึ่งในโรงแรมระดับลักซ์ชูรีชั้นนำของประเทศไทย โดยนำเมนูซิกเนเจอร์ ที่ออกแบบมาเพื่อการแบ่งปันมาให้บริการอย่างครบครัน อาทิ กุ้งเสิร์ฟอุ่น ๆ พร้อมน้ำมันมะกอกและเลมอน เอสคาโกต์กับเนยกระเทียมและพาร์สลีย์ รวมถึงไก่หมักสูตรพิเศษ และเฟรนช์โทสต์ ซึ่งเป็นเมนูไอคอนิกที่ไม่ควรพลาด

นอกจากนี้ ทีมเชฟของ La Petite Maison ยังได้รังสรรค์เมนูพิเศษ เพื่อฉลองการเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และมีให้ลิ้มลองเฉพาะช่วงป๊อปอัพเท่านั้น พร้อมกันนี้ ยังมี Tomatini ค็อกเทลระดับตำนานที่โดดเด่นด้วยความสดชื่น กลิ่นหอม และเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่องในทุกสาขาทั่วโลก รวมถึงไวน์ลิสต์ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน สะท้อนเสน่ห์ของเฟรนช์ริเวียราที่โด่งดังจากไวน์โรเซ่ได้อย่างลงตัว

ป๊อปอัพสุดเอ็กซ์คลูซีฟของ La Petite Maison เปิดให้บริการเพียง 2 เดือนเท่านั้น สัมผัสประสบการณ์อาหารฝรั่งเศสระดับโลกในประเทศไทย ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2569 ให้บริการทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำ





